Tag Archives: ทัวร์ญี่ปุ่น

เรื่องเล่าตำนานผีญี่ปุ่น – ตอนที่ 2

japan-0006

ทัวร์ญี่ปุ่น มีโอกาสได้เที่ยวชมตามวัดหรืองานเทศกาลต่างๆของญี่ปุ่น อยู่หลายครั้งหลายหน  ต้องยอมรับว่าตำนานและความเชื่อต่างๆของชาวญี่ปุ่นนี่ สืบทอดกันมาได้อย่างยาวนานจริงๆ บางครั้งจะสะท้อนออกมาทางสิ่งที่พวกเขาเคารพสักการะ เช่น รูปปั้น ภาพวาดต่างๆ  วันนี้ทัวร์ญี่ปุ่นจะเริ่มพาคุณไปสัมผัสกับตำนานต่างๆของชาวญี่ปุ่นกัน

  • การาสุเทนกุ 天狗てんぐมักจะลงโทษคนชั่ว และผู้นำทรราชย์ สามารถเรียกพายุได้ เป็นสมุนของไดเทนกุ

การาสุเทนกุ หรือ นกสามขา (「天狗」, Tengu, 天狗) ความเชื่อเรื่องนกสามขาที่มีอยู่ทั้งในแถบญี่ปุ่นและเกาหลี โดยทางญี่ปุ่นเชื่อว่าการาสุเทนกุ มีภาพลักษณ์ของปีศาจร้าย และมักจะสร้างพายุเข้าโจมตีผู้คนเสมอๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ ถูกพายุถล่มบ่อยครั้ง การาสุเทนกุเป็นข้ารับใช้ของไดเทนกุ ซึ่งมักปรากฎภาพของไดเทนกุ ที่ล้อมรอบไปด้วยการาสุเทนกุ บางความเชื่อนั้นเชื่อว่าการาสุเทนกุไม่ได้เป็นผีร้าย ทั้งยังเป็นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ แต่การกระทำร้ายๆนั้น เป็นเพราะการาสุเทนกุต้องทำตามคำสั่ง ของไดเทนกุ

ตามความเชื่อแล้ว การาสุเทนกุมีแต่เพศผู้ จะอาศัยอยู่ในป่าลึก เป็นผีที่คาดเดาไม่ได้ ตามเรื่องเล่ามักจะพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยาก บางครั้งมันจะลักพาตัวเด็กๆ ไปทิ้งไว้ในป่า แล้วเฝ้ามองเด็กที่หลงทางอยู่ในป่า แต่บางเรื่องเล่าผู้คนก็บอกว่าเมื่อใดที่หลงป่า ให้ขอร้องให้การาสุเทนกุช่วยแล้วมันจะนำทางออกจากป่าให้ได้ การาสุเทนกุยังชอบปล่อยข่าวลือ สร้างความวุ่นวายให้มนุษย์ แต่บางคนกลับเชื่อว่าการาสุเทนกุชอบสงคราม อีกทั้งมันยังเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป เหตุการณ์การประท้วงหรือสงครามในสมัยก่อน จึงมักโทษว่าเป็นฝีมือของการาสุเทนกุที่ปล่อยข่าวลือ

การาสุเทนกุสามารถเรียกพายุได้ เชี่ยวชาญมนต์มายา และวิชาแปลงกาย มีพละกำลังมากทั้งยังเจนจัดการรบ เป็นสมุนที่พึ่งพาได้ของไดเทนกุ ซึ่งเป็นเทนกุที่มีลำดับชั้นสูงกว่า ลักษณะของการาสุเทนกุคล้ายกับมนุษย์นก ซึ่งมักไปไหนมาไหนด้วยการบิน แต่ว่าไดเทนกุจะใช้วิธีเคลื่อนย้ายในพริบตา มากกว่าการบินถ้าเป็นระยะทางสั้นๆ

การาสุเทนกุชื่นชมผู้กล้าที่กล้าต่อกรกับผู้นำทรราชย์ การาสุเทนกุจะช่วยเหลือเหล่าผู้กล้า ให้สามารถสู้เพื่อความยุติธรรมได้ จึงมีคนเชื่อว่าการที่ชื่อเสียงของการาสุเทนกุเสียหาย เป็นเพราะเหล่าผู้นำทรราชย์ที่สูญเสียอำนาจใส่ความการาสุเทนกุ ดังนั้นแม้ว่าในยุคปัจจุบันมนุษย์จึงมีความยำเกรงการาสุเทนกุ บางครั้งถึงกับเรียกว่าเป็น เทพพยาบาท เมื่อใดที่มนุษย์ล่มหลงในอำนาจ หรือผิดคำสาบาน การาสุเทนกุจะออกมาจากเขาแล้วทำลายผู้นั้นให้สิ้น

มีเรื่องเล่าหนึ่งเล่าว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งที่สายตาย่ำแย่มาก เล็งอะไรไม่เคยแม่นยำเลย แต่ถูกการาสุเทนกุเข้าสิง และในฝันการาสุเทนกุได้สอนวิชาดาบให้กับเด็กผู้หญิงคนนั้น จนเธอกลายเป็นนักดาบที่ร้ายกาจและมีชื่อเสียง บางข่าวลือก็เล่าว่า เหล่าชิโนบิหรือนินจา คือเหล่าผู้ที่ได้รับการฝึกฝนวิชาจากการาสุเทนกุ

เรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการาสุเทนกุ คือ เรื่องราวของ มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ (Minamoto no Yoshitsune) ซึ่งเดิมชื่อว่าอุชิวากะมารุ เป็นลูกชายของ โยริโทโมะซึ่งเป็นเจ้าเมืองที่ถูกลอบสังหาร แต่อุชิวากะมารุได้รับการไว้ชีวิต อุชิวากะมารุจึงออกบวช และเร้นกายอยู่ในวัดแถบหุบเขาคุรามะ มีอยู่วันหนึ่ง อุชิวากะมารุได้ไปพบกับการาสุเทนกุเข้า การาสุเทนกุรู้สึกถูกชะตากับอุชิวากะมารุ จึงสอนเพลงดาบให้ จนอุชิวากะมารุเป็นนักดาบที่เก่งกาจ และสามารถรวบรวมกองกำลัง ชิงอำนาจกลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ และได้เป็น มินาโมโตะ โน โยชิซึเนะ

ในภาพยนต์เรื่อง จูมง นกสามขาเป็นสัญลักษณ์ของจูมง และเนื่องจากว่านกสามขากับการาสุเทนกุมีลักษณะที่คล้ายกัน ซึ่งภาพลักษณ์ของการาสุเทนกุไม่ค่อยดีนัก ทำให้ธิดาเทพยองมีอึนที่มองเห็นการมาของนกสามขาทำนายผิดพลาดไป คิดว่าจูมงจะเป็นกาลกีณีกับแคว้นพูยอ ต้องหาทางกำจัดเสีย ซึ่งธิดาเทพลืมไปว่าการาสุเทนกุยังมีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้กล้า ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับผู้นำทรราชย์ ภายหลังธิดาเทพยองมีอึน จึงนับถือการาสุเทนกุเป็นเทพคุ้มครอง

นกสามขาที่มีลักษณะคล้ายกับการาสุเทนกุก็คืออีกาสามขา ยาตะการาสุ (八咫烏) ซึ่งเป็นนกประจำตัวของเทพีสุริยาอามาเทระสุและเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นในปัจจุบัน

  • กัปปะ 河童かっぱมักจะแกล้งคนเป็นประจำ ชอบแข่งซูโม่ และชอบแตงกวามาก

กัปปะ (「河童」, Kappa, 河童) ผีญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง เป็นผีจำพวกพรายน้ำ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกบ ตัวสีเขียว แต่มีกระดองเต่าอยู่ข้างหลัง เท้ามีพังผืดทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง จมูกแหลม มีลักษณะศีรษะที่แบนและกลางกระหม่อมไม่มีผม เป็นปีศาจที่อาศัยอยู่ตามหนองน้ำหรือแหล่งน้ำต่าง ๆ เชื่อว่า อาหารที่กัปปะชอบคือ แตงกวา ชอบเล่นซูโม่เพราะมีพละกำลังเยอะ ลักษณะพิเศษคือ มีจานอยู่บนหัวไว้เก็บน้ำ ซึ่งน้ำจะทำให้กัปปะมีพลังพิเศษ และมีพละกำลังมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าสูญเสียน้ำไป กัปปะจะอ่อนแรงลงอย่างมาก ถึงขนาดที่ไม่สามารถขยับตัวได้ ถึงแม้ว่ากัปปะจะมีรูปร่างพอๆกับเด็ก แต่ก็เป็นผีที่เอาชนะได้ยาก มันมีปากแหลมเหมือนนก ผิวเป็นเมือกลื่น อาจมีสีเขียว น้ำเงิน หรือแดง มือเป็นผังผืด ที่หลังจะมีกระดองเต่า มีขนดกทั่วตัว แขนขาของกัปปะยาว และยืดหยุ่นได้ เมื่อกัปปะขึ้นจากน้ำจะหมดฤทธิ์ จึงใส่น้ำไว้บนศีรษะที่แบนราบของตัวเอง ดังนั้นเมื่อพบเจอกับกัปปะให้ก้มคาราวะ เมื่อกัปปะคาราวะตอบ น้ำบนศีรษะจะหก ทำให้หมดฤทธิ์ และ อีกวิธี ก็คือ ให้เขียนชื่อตัวเอง ลงไปในแตงกวา แล้วขว้างลงไปในแม่น้ำ เมื่อ กัปปะ มาเจอแตงกวานี้เข้าก็จะกินอย่างเอร็ดอร่อย และ ก็จดจำชื่อ ที่อยู่บนแตงกวาด้วย คราวหน้าบังเอิญต้องเจอะเจอเจ้าของชื่อ กัปปะ ก็จะไม่ทำอันตรายอะไร ปัจจุบันมีซูชิชนิดหนึ่ง ไส้แตงกวา เรียกว่า “กัปปะ มากิ”

กัปปะมีความมั่นใจในพละกำลังตัวเองมาก มักจะท้ามนุษย์ในการแข่งซูโม่ จึงมีเรื่องเล่าว่า คนที่ฉลาดจะทำความเคารพกัปปะก่อนเริ่มการประลอง ด้วยการก้มศรีษะ แล้วกัปปะจะก้มตาม ทำให้น้ำกระฉอกออกจากจาน กัปปะจะอ่อนแรงลง และพ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งจะทำให้กัปปะเสียใจอย่างมาก นิสัยของกัปปะ คือ ชอบกินแตงกวา ในฤดูเก็บเกี่ยวแตงกวาของเกษตรกร ที่ญี่ปุ่นจึงมีธรรมเนียมการลอยแตงกวาลงแม่น้ำ เพื่อเซ่นวารีเทพ และทำทานให้ผีอดโซ เป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ว่า หากชายใดแก้ผ้าลงเล่นน้ำในแม่น้ำ อาจถูกกัปปะดึงของลับ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแตงกวาที่เอามาเซ่น กัปปะมีนิสัยที่ขี้เล่นและอยากรู้อยากเห็น ซึ่งบางครั้งก็เป็นอันตรายกับมนุษย์

กัปปะมีความอันตรายเช่นเดียวกับผีร้ายอื่นๆ มีเรื่องเล่าอยู่เสมอๆ ว่ากัปปะเคยหลอกล่อให้คนลงไปในน้ำ มักจะลากม้า หรือเด็กๆลงแม่น้ำจนจมน้ำตาย หากถูกชาวประมงจับได้ มันจะปล่อยตดออกมาป้องกันตัว ซึ่งเหม็นบรรลัย ทั้งยังมีเรื่องเล่าที่ว่า กัปปะจะคอยแอบอยู่แถวๆ ส้วม เมื่อคนเผลอมันจะแกล้งโดยใช้นิ้วสวนทวาร ซึ่งพฤติกรรมพิเรนนี้ อาจทำให้มันถูกคนจับตัวได้ แต่กัปปะมีความสุภาพอ่อนน้อมและมีสัมมาคาราวะมาก กัปปะเป็นพรายที่มีความคิดความรู้สึกผิด มันจะขอโทษโดยการจับปลามาให้ที่หน้าประตูบ้านทุกวัน หรือไม่ก็มอบยาสมุนไพรชั้นเลิศที่มันปรุงขึ้นมาให้ ซึ่งกัปปะมีความเชี่ยวชาญด้านการปรุงยาลี้ลับอย่างมาก

ความเชื่อเรื่อง กัปปะ มีกระจายไปทั่วประเทศญี่ปุ่น มีตำนานเล่าว่ามีช่างไม้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ชื่อ ฮิดาริจินโกโร่ อ้างว่าตุ๊กตาไม้ที่เขาทำโยนลงน้ำ กลายเป็นกัปปะไป อีกตำนานก็เล่าว่า เดิมกัปปะเป็นเทพที่ดูแลแม่น้ำลำคลอง แต่เมื่อมนุษย์เลิกนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กัปปะเลยตกชั้นเป็นเพียงภูติผีธรรมดา

อาจเป็นไปได้ว่า สิ่งที่มีบุคคลเห็นปีศาจชนิดนี้ คือ สัตว์บางประเภทเช่น นาก หรือ ลิง มาก้มดื่มน้ำในเวลากลางคืนก็ได้ ปัจจุบัน เรื่องราวของกัปปะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร หรือการ์ตูนต่าง ๆ มากมาย เช่น ตัวละคร ซูเนโอะ ในเรื่องโดราเอมอน ก็นำมาจากกัปปะนั่นเอง โดยมากแล้ว กัปปะ ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ นั้น มักจะไม่มีภาพของความน่ากลัวหรือเป็นอันตราย ซึ่งต่างไปจากความเชื่อดั้งเดิม

               โปรดตามติดในตอนต่อไป ห้ามพลาดจ้ะ!!!

ทัวร์ญี่ปุ่นพาเจาะลึกภูเขาไฟฟูจิ โตเกียว (Fuji-san ) 富士山

จะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นทั้งนี้  ทัวร์ญี่ปุ่นไม่รีบพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักประวัติและความน่าสนใจของภูเขาไฟฟูจิ ที่เมืองโตเกียวกันได้ยังไง เพราะที่นี่คือจุดเด่นของเมืองโตเกียวกันเลยทีเดียว ว่าแล้วไปฟังที่มาและความน่าสนใจที่ชวนให้นักท่องเที่ยวพากันไปเยี่ยมเยือนสถานที่นี้กันเลยดีกว่า

ภูเขาไฟฟูจิ โตเกียว (Fuji-san ) 富士山เป็นแรงบันดาลใจให้กับการรังสรรค์ผลงานของนักประพันธ์ กวีและศิลปินผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของญี่ปุ่น ในโลกนี้คงจะหาภูเขาใดซึ่งเป็นที่ยกย่องชื่นชมดังภูเขาไฟฟูจิได้ยากเต็มที เช่นเดียวกับที่คงไม่มีทะเลสาบใดที่จะมีคนนิยมไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันยิ่งไปกว่าทะเลสาบอาชิของเมืองอาโกเนะ แม้ว่าทางการจะกำหนดให้พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตนี้ เป็น “อุทยานแห่งชาติ” แต่กฎหมายด้านการพิทักษ์และควบคุมการใช้ประโยชน์ทางทรัพยากรธรรมชาติของญี่ปุ่นค่อนข้างหย่อนยาน  จนทำให้อุทยานแห่งนี้แทบกลายเป็นสวนสนุกภูเขาไฟฟูจิผุดขึ้นพ้นน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกขึ้นมาตระหง่านอยู่เหนือเกาะญี่ปุ่นเป็นทรงกรวยคว่ำที่ได้สัดส่วน ด้วยความสูง 3.776 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล การระเบิดครั้งหลังสุดของภูเขาไฟลูกนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 1707 ส่งผลให้มีเถ้าลาวาลอยฟุ้งขึ้นปกคลุมเป็นรัศมีกว้างไกลไปถึงกรุงโตเกียวในสมัยเอโดะ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 100 กิโลเมตร เดิมชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า ภูเขาไฟฟูจิเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ที่นี้จึงเป็นแดนต้องห้ามสำหรับสุภาพสตรีมานานนับร้อยๆปี  จวบจนปี 1867 จึงได้มีสตรีชาวอังกฤษผู้หนึ่งหาญกล้าปืนเข้าไปถึงยอด ผลที่ตามมาก็คือ ในบรรดาคนกว่า 400,000 คนที่เดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิในแต่ละปี จะเป็นสตรีอยู่ถึงครึ่งหนึ่งแม้กระทั่งจะมีคนมาพิชิตภูเขาไฟฟูจิกันตลอดทั้งปี แต่ฤดูขึ้นเข้า “อย่างเป็นทางการ” นั้นจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม และสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดเขาจะมีบ้านพักและบริการอื่นๆ เตรียมไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวอย่างพร้อมสรรพ แต่จะเปิดเฉพาะในช่วงฤดูขึ้นเขาเท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ภูเขาไฟฟูจิจะคลาคล้ำไปด้วยนักท่องเที่ยว และมีบรรยากาศเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เชิงเขาไปจนถึงยอดเขาถ้าต้องการไปชมพระอาทิตย์ขึ้น จากบนยอดเขาก็ต้องเริ่มออกเดินทางในช่วงบ่าย ขึ้นไปพักค้างคืนอยู่บนเคบินที่อยู่ไม่ไกลจากยอดเขานัก (แต่ลืมเรื่องนอนพักไปได้เลย เพราะค่อนข้างจะอึกทึกมาก) แล้วค่อยเดินต่อขึ้นไปบนยอดเขาในช่วงย้ำรุ่งก่อนฟ้าจะทันสาง หรือจะใช้วิธีขึ้นเขาตอนกลางคืนแทนก็ได้ เส้นทางการเดินเท้าทุกสายมีคนเดินขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ต้องกลัวหลงทางแต่อย่างใด